บทที่ 2 1.2 การเติบโตของติณฑ์ กุลปรีดาพงษ์
ติณฑ์ Part
“ครูพี่มายกิ๊กกับไอ้ติณฑ์ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ เทอมที่แล้วทั้งเทอมยังทำเป็นคนอื่นคนไกลกันอยู่เลย”
“เรื่องนี้ให้ติณฑ์เล่าเองดีกว่าค่ะ” แค่อาหารมาครบหมดแต่ยังไม่ทันตักเข้าปากส้มโอก็ใช้ปากร้าย ๆ ของมันถามไถ่ออกมา แถมคนโดนถามยังโยนความมาให้ผมตอบพร้อมรอยยิ้มกว้างอีกด้วย แต่ผมกลับสนใจหันไปคีบหมูชิ้นใหญ่ยัดใส่ปากส้มโอเสียก่อน ขืนให้ปากมันว่างมีหวังมันได้ถามอะไรอีกแน่
เพียะ! “กูเคี้ยวไม่ทันมึงรีบเล่าให้กูฟังเลยดีกว่าพ่อรูปหล่อกระดอเลี่ยมทอง”
“พูดดี ๆ หน่อยส้มโอพี่เขาก็อยู่ด้วยมึงจะมากระดงกระดออะไรเนี่ย” ขนาดโดนไอ้ขุนดุใส่มันยังไม่ยอมหยุดเลยปากของมันยังหันมาบีบคั้นผมเรื่อย ๆ แต่พอผมไม่ให้ความสนใจมันก็ใช้มุกจ้องหน้าผมนิ่ง ๆ อีกตามเคย
แก๊ก! “เฮ้อ! อยากรู้อะไรวะ”
“มึงเป็นแฟนพี่มายตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมพวกกูไม่รู้วะเดี๋ยวนี้มีความลับกับพวกกูเหรอหรือจะให้กูโทรไปหาลูกพี่แทน” ถึงไม่ได้เอ่ยชื่อใครออกมาแต่ผมก็รู้ว่าในน้ำเสียงราบเรียบนั้นมันจริงจังและพร้อมจะโทรหาใครบางคนได้ทุกเมื่อ มือขวาเลยไม่รีรอจะยกมาผลักหัวเพื่อนผู้หญิงที่นั่งตรงข้ามตัวเองทันที
“ทำไมพี่รู้สึกอึดอัดจังอารมณ์เหมือนโดนคุณแม่ของติณฑ์จับได้ว่าติณฑ์มีแฟนเลยค่ะ คิก ๆ ๆ”
“หืม? ถ้าเป็นแม่มินจะไม่ทำให้พี่อึดอัดหรอกค่ะแต่ถ้าเป็นลูกพี่น้องหลงไม่แน่นะ เพราะแค่ลูกพี่ตวัดตาจ้องไอ้ติณฑ์ก็ลนลานสารภาพบาปหมดเปลือกแล้วค่ะ” ดวงตายาวรีคล้ายเฮียทะเลกำลังหรี่มองผู้หญิงข้างตัวผม แถมยังเอ่ยพาดพิงถึงน้องหลงจนผมอดคว้าตะเกียบมาตีปากมันไม่ได้ไอ้นี่ไม่เลิกแฮะ
แปะ! “จะกินไม่กินถ้าไม่กินกูกินของมึงนะส้มโอ”
“มึงก็บอกให้มันหายคาใจไปเถอะไม่งั้นมันจะมากดดันเอากับกูสองคนนี่แหละ” สุดท้ายแล้วไอ้มิวก็เอ่ยขึ้นมาอีกคนเป็นเหตุผลให้ผมถึงกับถอนหายใจยกมือกอดอก หลังเอนพิงพนักเก้าอี้ดวงตากวาดมองเพื่อนทั้งสามคนช้า ๆ ผมคงต้องพูดอะไรออกมาบ้างแล้วสินะ
“กูยังไม่ได้เป็นแฟนกับพี่เขาโอเคนะ”
“เฮ้อ งานกร่อยแล้วสิมึง” ถึงไม่หันไปมองตาผู้หญิงที่นั่งข้างกันแต่ผมคิดว่าเธอคงมีสีหน้าตกใจหรือเก้อเขินไม่น้อยทีเดียว ต่างจากส้มโอเพราะมันแสดงความพอใจออก มาอย่างชัดเจนเชียวล่ะ ส่วนไอ้ขุนก็ได้แต่ยักไหล่ปล่อยให้ไอ้มิวบ่นพึมพำเบา ๆ แต่ผมก็ได้ยินอยู่ดี
“มายเพิ่งรู้ตัวนะคะว่าเราไม่ได้เป็นแฟนกัน”
“ผมเพิ่งอายุสิบแปดยังไม่เรียนมหาลัยยังหาเงินไม่ได้ด้วยซ้ำถ้ามีแฟนผมจะเอาปัญญาที่ไหนไปรับผิดชอบเขาล่ะ เพราะสำหรับผมแล้วผมต้องมั่นใจก่อนว่ารับผิดชอบเขาได้ดูแลเขาได้และเขาต้องไม่มาลำบากด้วยกันผมถึงจะเรียกคนคนนั้นว่าแฟนเต็มปากเต็มคำ
“ผมไม่คิดจะมีแฟนเกลื่อนกลาดทั้งที่ตัวเองไม่มั่นใจหรอกหรือคุณชอบผู้ชายแบบนั้น ถ้าชอบผู้ชายที่แค่เอาคุณไปบอกใครต่อใครว่าเป็นแฟนแต่ไม่สามารถรับผิดชอบดูแลปกป้องคุณได้ผมจะเป็นอย่างนั้นให้ก็ได้นะ” เป็นเพียงคำพูดราบเรียบแต่ทำให้เธอถึงกับเงียบไป ส้มโอเองก็ยักไหล่ตักอาหารเข้าปากราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่คนหัวเราะกลับเป็นไอ้มิวซะงั้น
พรึ่บ! “กูก็เริ่มอึดอัดเหมือนอย่างที่พี่เขาว่านั่นแหละ ไปห้องน้ำแป๊บนะ”
“กูไปด้วย” ไอ้ขุนคงจะอึดอัดจริง ๆ มันถึงได้ลุกขึ้นเดินออกจากร้านอาหารโดยมีไอ้มิววิ่งตามไปติด ๆ แม่งชิ่งกันเห็น ๆ นะมึง
“พี่ได้ยินที่ไอ้ติณฑ์พูดไหมตอนนี้ก็อยู่ที่พี่แล้วนะว่าจะตัดสินใจยังไงต่อไป จะอยู่เป็นคนที่อาจจะได้เป็นแฟนของมันในวันหนึ่งข้างหน้าหรือจะลุกไปตอนนี้เลยก็ได้ อ้อมีอีกช้อยแค่กินกันมันดีกับมันเล่น ๆ ก็ได้ไอ้ติณฑ์ไม่ปฏิเสธหรอกเพราะมันชอบกินไปเรื่อยน่ะ”
“จุ๊ ๆ ส้มโอ” คิดว่าส้มโอจะฟังคำปรามของผมเหรอไม่มีทางเสียหรอก ผมเลยเลือกจะหันไปหาครูกวดวิชาที่นั่งข้างกันดีกว่าแต่กลับเจอเพียงสีหน้าเจื่อน ๆ เท่านั้น แล้ววินาทีต่อมาเธอก็ลุกเดินออกจากร้านไปเฉยเลยว่ะ
“ฮ่า ๆ ๆ สมน้ำหน้างานนี้มึงอดแดกแน่”
“คิดว่างั้นเหรอ? แต่กูว่าไม่นะ” พลั่ก! คนที่เอาแต่หัวเราะสะใจเพราะกำจัดคนที่มันไม่ชอบหน้าออกไปได้ ถึงกับหยุดชะงักแล้วเตะหน้าแข้งของผมที่อยู่ใต้โต๊ะโดยไร้ซึ่งความสนใจจากผมเหมือนเคย
แต่ลึก ๆ แล้วผมยังยึดมั่นกับคำที่พูดออกไปเมื่อกี้นะเพราะถ้าไม่ใช่คนที่ผมจะปกป้องเขาได้ผมก็จะไม่เรียกใครว่าแฟนทั้งนั้น นอกจากวันหนึ่งผมจะเปลี่ยนความคิดที่ว่าแฟนเป็นเพียงคำเรียกขานแค่สถานะหนึ่งไม่ได้มีคุณค่าอะไรมาก มาย ในวันนั้นผมอาจจะมีแฟนพร้อมกันทีเดียวสิบคนเลยก็ได้ใครจะรู้
เช้าวันต่อมาเป็นวันสำคัญอีกวันของผมเพราะวันนี้น้องแฝดอายุครบสิบสองปีแล้ว ของขวัญที่ไปซื้อหาพร้อมกับเพื่อนเมื่อวานเลยถูกผมถือเอาไปให้น้องที่ห้องนอนตั้งแต่เช้าตรู่
ฟอดด “ตื่นได้แล้วเล็กกลาง”
“อื้อ เล็กยังไม่อยากตื่นเลย” แก้มน้อง ๆ ถูกผมหอมดังฟอดแต่น้องสาวก็ยังไม่มีทีท่าจะลืมตาสักที ต่างจากน้องชายถึงจะบ่นว่าง่วงแค่ไหนแต่เล็กก็ยังลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ สองมือขยี้ตาปากบ่นพึมพำไม่หยุดเลยว่ะสงสัยจะง่วงจริง ๆ มั้ง
“แต่ถ้าไม่ตื่นก็จะไม่ได้ของขวัญจากพี่นะ”
พรึ่บ! “กลางตื่นแล้วค่ะพี่โต หมับ! กล่องนี้ของกลางใช่ไหมคะ ฟอดด ขอบคุณค่ะรักพี่โตที่สุดเลย”
หมับ! จุ๊บ “น้องเล็กก็รักพี่โตรักสุดหัวใจเลยฮะ” ไม่ใช่แค่ตื่นแต่น้องฝาแฝดต่างพากันทั้งกอดทั้งหอมผมยกใหญ่ จากนั้นก็คว้าเอากล่องของขวัญที่มีโบสีแดงกับสีฟ้าไปตั้งหน้าตั้งตาแกะอย่างทะนุถนอมเต็มที่ พอเห็นว่าของในกล่องคือไอแพดรุ่นล่าสุดทั้งคู่ต่างก็โผเข้ามารุมกอดรุมหอมผมที่นั่งอยู่บนเตียงยกใหญ่
“พี่ก็รักเล็กกับกลางมากเหมือนกัน เราเป็นแอปเปิลต้นเดียวกันเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไปเลยนะ”
“อื้อ จะอยู่ด้วยกันตลอดไปถ้าเล็กมีลูกเล็กจะแบ่งลูกให้พี่โตเอาไปเลี้ยงด้วยนะ จะให้ลูกของเล็กเรียกพี่โตว่าพ่อด้วยแหละ”
“ถ้าคุณพ่อได้ยินที่ตัวเองพูดเดี๋ยวก็งอนอีกหรอกเล็ก” ถึงจะไม่ชอบใจกับสิ่งที่น้องชายคนเล็กพูดพร่ำเรื่องลูกเต้าแต่ผมก็ยังยกยิ้มให้กับวาจาน่ารักของน้องอยู่ดี สองมือที่มีเลยใช้สอดไปกอดเอวน้องที่นั่งตักผมคนละข้างแล้วกางหูฟังคำที่น้อง ๆ คุยฟุ้งเป็นคุ้งเป็นแควอย่างสุขใจ
แกรก! “ดูพี่ชายเขาเอาของขวัญวันเกิดมาให้น้องก่อนเราสองคนสิแม่คงกลัวว่าจะไม่ได้เป็นที่หนึ่งของน้องมั้ง”
“แน่นอนอยู่แล้วลูกต้องเป็นที่หนึ่งของน้องสิ แล้วลูกจะให้พ่อกับแม่เป็นที่หนึ่งของลูกเอง” น้องยังอ้อนผมไม่เต็มที่เลยพ่อแม่ก็เปิดประตูเข้ามาออกปากแซวผมเสียก่อน ผู้ชายสองคนซึ่งผมรักมากที่สุดในโลกเดินยิ้มเข้ามาอ้าแขนโอบอุ้มเราสามพี่น้องเอาไว้ กลิ่นอายของความอบอุ่นที่ผมได้รับตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ก็ยังคงอบอวลรอบกายผมอยู่เช่นเคย
“งั้นคุณที่หนึ่งรีบไปอาบน้ำได้แล้วจะได้ไปเรียนไงแม่ทำแซนด์วิชไว้ให้แล้วครับ”
หมับ! “วันพรุ่งนี้เราจะไปทำบุญด้วยกันจัดงานวันเกิดพร้อมกันนะพี่โตงั้นเย็นนี้เลิกเรียนก็รีบกลับบ้านนะอย่าเอาแต่พาสาวไปเที่ยวล่ะ” พอมองนาฬิกาขาจะลุกไปอาบน้ำตามคำของแม่สักหน่อยแต่แขนขวาก็ถูกน้องชายคว้าเอาไว้ปากเล็กพูดจาเจื้อย แจ้วเป็นตุเป็นตะ แต่แค่สบตากับเด็กชายหญิงที่ยังนั่งอยู่บนตักพ่อแม่ผมก็รู้แล้วว่าน้องทั้งคู่ไปรู้อะไรมาแน่เลยได้แต่อมยิ้มยักคิ้วให้น้องทั้งที่ปากยังพูดพร่ำขอคำสัญญาเพื่อให้ตัวเองสบายใจสักหน่อย
“รู้ใช่ไหมว่าเรื่องนี้ต้องไม่เข้าถึงหูใคร”
“อื้อ เล็กจะไม่เล่าให้พี่หลงฟังฮะ” ไม่ใช่แค่น้องขนาดพ่อกับแม่ยังต้องยอมพยักหน้าอย่างจำใจ ตัวเองถึงได้หันกลับไปหอมแก้มทุกคนอีกที
“รักครอบครัวของติณฑ์จังเลยครับ”
“แต่เกรงใจเด็กหลงที่สุดล่ะสิ” พ่อนะพ่อรู้ทันผมอีกจนได้ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีเวลาให้ผมได้โต้แย้งกับพ่อต่อไปเพราะตอนนี้นาฬิกาปาไปเจ็ดโมงกว่าแล้วคนบ้านตรงข้ามก็คงตื่นแล้วเช่นกัน แต่วันนี้ผมคงไปกวนใจไม่ทันงั้นไว้เจอกันตอนเย็นนะครับน้องหลงลุงโปรด
